ระยอง ประชุมกรมการจังหวัด ประจำเดือนกันยายน ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมต่อเนื่อง เร่งระบายน้ำพื้นที่คงค้าง พร้อมเดินหน้าฟื้นฟู–เยียวยาผู้ประสบภัย
วันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องภักดีศรีสงคราม ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานการประชุมกรมการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และหัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดระยอง ครั้งที่ 9/2569 ประจำเดือนกันยายน 2569 โดยมีวาระสำคัญในการติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน สถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการคาดหมายลักษณะอากาศในพื้นที่จังหวัดระยอง
นายไตรภพกล่าวสรุปภาพรวมสถานการณ์ว่า อุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นในวงกว้างและมีความรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอแกลงและอำเภอเมืองระยอง รวมถึงบางพื้นที่ของอำเภอบ้านค่าย เขาชะเมา ปลวกแดง และนิคมพัฒนา ในช่วงวิกฤตบางพื้นที่มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เส้นทางถูกตัดขาด ทำให้การเข้าถึงและช่วยเหลือประชาชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก การบริหารสถานการณ์จึงต้องปรับตามสภาพหน้างานและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ตลอดช่วงเกิดเหตุ จังหวัดได้ประสานการทำงานร่วมกับอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจ ทหาร หน่วยงานสาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มูลนิธิ ภาคเอกชน และจิตอาสา โดยให้ความสำคัญกับการช่วยชีวิตและเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นลำดับแรก พร้อมระดมเรือ ยานพาหนะ เครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย และทรัพยากรจากหลายหน่วยงานเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองระบุว่า หลายมาตรการในช่วงวิกฤตจำเป็นต้องดำเนินการทันทีเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทั้งการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การบริหารระบบไฟฟ้าและประปาในพื้นที่น้ำท่วม การเร่งระบายน้ำ และการสนับสนุนเครื่องจักรเข้าสู่พื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จนสถานการณ์ในหลายจุดเริ่มคลี่คลายลง
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระยองรายงานว่า จากสถานการณ์อุทกภัยมีพื้นที่เกิดน้ำท่วมรวม 18 จุด ประชาชนได้รับผลกระทบ 76,924 ครัวเรือน โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต มีหน่วยงานเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือมากกว่า 100 หน่วย ระดมเครื่องจักรกล วัสดุและอุปกรณ์รวม 934 ชนิด พร้อมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1,341 คน รวมทั้งสนับสนุนข้าวกล่อง 200,000 กล่อง และน้ำดื่ม 300,000 ขวด เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย
นอกจากนี้ มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงรวม 58 ศูนย์ มีผู้อพยพรวม 4,459 คน โดย ณ เวลารายงานยังเปิดให้บริการ 11 ศูนย์ และมีผู้อพยพคงเหลือ 799 คน ขณะที่หลายพื้นที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว
สำหรับพื้นที่ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและเร่งระบายน้ำ ได้แก่ ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง และพื้นที่ตำบลบ้านนาและตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง ซึ่งระดับน้ำในลำน้ำยังอยู่ในระดับสูง จังหวัดยังคงสนับสนุนเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำเข้าดำเนินการ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน จังหวัดได้เร่งเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบภัย โดยให้ทั้ง 8 อำเภอเร่งสำรวจความเสียหายทั้งด้านที่อยู่อาศัย การเกษตร ปศุสัตว์ ประมง และด้านอื่น ๆ พร้อมตรวจสอบข้อมูลผู้ประสบภัยให้ครบถ้วน เพื่อเข้าสู่กระบวนการให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์โดยเร็ว
ในส่วนของการช่วยเหลือตามระเบียบเงินทดรองราชการ มี 5 อำเภอ ได้แก่ เมืองระยอง บ้านค่าย เขาชะเมา วังจันทร์ และแกลง ที่อยู่ในเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน สามารถดำเนินการช่วยเหลือตามกรอบอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนอีก 3 อำเภอสามารถใช้กลไกการช่วยเหลือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ของรัฐบาล สามารถดำเนินการสำหรับผู้มีสิทธิในพื้นที่ประสบภัยทั้ง 8 อำเภอ โดยต้องผ่านการสำรวจ ตรวจสอบ และรับรองข้อมูลตามขั้นตอน ประชาชนสามารถยื่นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือยื่นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ พร้อมผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนเพื่อรองรับการโอนเงิน
จังหวัดยังกำชับให้อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เร่งสำรวจและทยอยส่งข้อมูลโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบทุกพื้นที่ หากหมู่บ้านหรือตำบลใดตรวจสอบข้อมูลแล้วเสร็จ สามารถเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ทันที เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือโดยเร็ว พร้อมมอบหมายให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระยองจัดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบแต่ละอำเภอ ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
นายไตรภพย้ำว่า ในระยะต่อไปจังหวัดจะเดินหน้าทั้งการระบายน้ำในพื้นที่คงค้าง การฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค การสำรวจความเสียหาย และการเร่งเยียวยาประชาชนควบคู่กัน เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
ที่มาของข่าว สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


