ผู้ว่าฯ สงขลา ร่วมประชุม บกปภ.ช. ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน
ผู้ว่าฯ สงขลา ร่วมประชุม บกปภ.ช. ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน รับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เร่งบริหารจัดการน้ำ-เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก กำชับพื้นที่เสี่ยง ระดมเครื่องจักรและดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึง พร้อมสื่อสารข้อมูลสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เป็นเอกภาพ และแจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที
วันที่ 5 ตุลาคม 2569) เวลา 08.30 น. ห้องประชุมกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา โดยมีนายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา พันเอกธีรพันธ์ แพเรือง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสงขลา นายวิญญู สิงหเสม ท้องถิ่นจังหวัดสงขลา นางสาวชมฤดี นาทะศิริ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสงขลา นายสุรเชษฐ์ สุทธิกุล ประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมผ่านระบบวิดีทัศน์ทางไกล
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์น้ำ 5 ด้าน ได้แก่ 1.น้ำจากฟ้า ช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง โดยช่วงวันที่ 5–6 ตุลาคม 2569 ฝนจะตกหนักบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ขณะที่วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ฝนจะตกบริเวณทางทิศตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง สำหรับปริมาณฝนสูงสุดในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อยู่ที่ อ.เมือง จ.บึงกาฬ มีปริมาณฝน 141.4 มม. และในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ มีปริมาณฝนสูงสุด 38.2 มม. 2. น้ำในแม่น้ำ สำหรับเขื่อนเจ้าพระยา อัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ปัจจุบันสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งและกระทบพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อน โดยมีพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร 3.น้ำในเขื่อน ภาพรวมเขื่อนขนาดใหญ่และเขื่อนขนาดกลางทั่วประเทศมี ปริมาณน้ำรวมกันเกินกว่า 82% ของความจุ โดยเขื่อนหลักในภาคเหนืออย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 6,238 ล้าน ลบ.ม. (หรือคิดเป็น 27%) 4.น้ำทะเลหนุน ช่วงวันที่ 5–10 ตุลาคม 2569 จะมีน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงบ่ายของทุกวัน แต่สามารถระบายลงสู่อ่าวไทยได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นบริหารจัดการช่วงเวลาระบายน้ำให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด และ 5) แนวโน้มและการปฏิบัติตน ในห่วงสัปดาห์นี้ยังมีแนวโน้มฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน จึงขอให้แต่ละจังหวัดเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากต้องการความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัย เรื่อง "อากาศแปรปรวน" ฉบับที่ 8 ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 05.00 น. แจ้งเตือนสถานการณ์ฝนตกหนัก มีผลกระทบช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 โดยในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวน เกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยพื้นที่ฝนตกหนักมาก ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร และสุโขทัย ส่วนพื้นที่ฝนตกหนัก ได้แก่ ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์), ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์) ซึ่งในภาพรวมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แนวโน้มฝนเริ่มลดลง, ภาคกลาง (จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานครและปริมณฑล), ภาคตะวันออก (จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) และภาคใต้ (จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล) ส่วนในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่องบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 พื้นที่ฝนตกหนักจะลดลงเหลือเฉพาะบริเวณแนวด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง รวมถึงบางจังหวัดในภาคตะวันออกและภาคใต้
สำหรับด้านการขับเคลื่อนสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร กรมประชาสัมพันธ์ ได้ดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นเอกภาพ โดยดำเนินแถลงสถานการณ์เป็นประจำทุกวันเวลา 10.00 น. ผ่านช่องทาง NBT2HD, ช่องทางออนไลน์ของกรมประชาสัมพันธ์, NBT, NBTCONNEXT และไทยคู่ฟ้า พร้อมให้จังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เพื่อจัดทำชุดข้อมูลกลาง ชุดเดียว กระจายผ่านสื่อมวลชนและหอกระจายข่าวในพื้นที่ในการแจ้งเตือน สื่อสารสถานการณ์ และเปิดช่องทางรับคำขอความช่วยเหลือจากประชาชนอย่างเข้าใจง่าย ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจเสียงสะท้อนของประชาชน (Social Listening) พบว่า ประชาชนชื่นชมการนำเทคโนโลยี เช่น แอปทางรัฐ มาใช้ช่วยเหลือ แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องการแจ้งเตือนภัยที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ รวมถึงอุปสรรคของกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ คนพิการ และเกษตรกรที่มีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยีในการเข้าถึงเงินเยียวยา จึงมีข้อเสนอแนะให้จัดเจ้าหน้าที่ อสม. ผู้นำชุมชน หรือหน่วยบริการเคลื่อนที่ลงพื้นที่ช่วยลงทะเบียนเพื่ออำนวยความสะดวกในการรับสิทธิอย่างทั่วถึง
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบข้อสั่งการสำคัญในการประชุม บกปภ.ช. เพื่อรับมือสถานการณ์อุทกภัยและเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ รวม 7 ประเด็น ดังนี้ 1. เน้นย้ำการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งพร่องน้ำและระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และลำน้ำที่มีปริมาณน้ำเต็มหรือใกล้เต็มให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมทันที พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำ 2. เพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ ให้เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณคอขวด สะพาน ท่อระบายน้ำ ทางลอด และจุดที่มีขยะ เศษวัสดุ หรือวัชพืช เพื่อเพิ่มอัตราการระบายน้ำและลดผลกระทบให้แก่ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมขัง 3. ระดมเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพเพียงพอและเหมาะสมกับสถานการณ์ กรณีเครื่องจักรของภาครัฐไม่เพียงพอ ให้จังหวัดระดมหรือจัดหาเครื่องจักรจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการระบายน้ำ เปิดเส้นทาง และช่วยเหลือประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์ 4. การชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงให้แม่นยำและตรงจุด ให้ระบุพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างชัดเจนและตรงจุด เพื่อให้หน่วยปฏิบัติตระเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลไว้เป็นการล่วงหน้าได้อย่างถูกพื้นที่และทันต่อสถานการณ์ 5.การดูแลผู้นำและแขกผู้เข้าร่วมประชุมธนาคารโลก เนื่องจากในสัปดาห์หน้าจะมีผู้นำประเทศมาร่วมประชุมในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกและดูแลต้อนรับเป็นอย่างดี ทั้งในพื้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เส้นทางเดินทาง โรงแรมที่พัก สถานที่เป้าหมายการเดินทาง รวมถึงป้องกันกรณีน้ำท่วมขังในพื้นที่ดังกล่าว 6. เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือเยียวยา พร้อมสำรวจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไป 7. ให้หน่วยงานภาครัฐออกมาตรการลดภาระค่าไฟฟ้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนในระยะเร่งด่วน
ที่มาของข่าว สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


