การจ้างงานคนพิการ ตอนที่ 1
นายสุบิน แบขุนทด กล่าวว่า ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี 2550 ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานคนพิการ คือ มาตรา 33 และมาตรา 35 ใจความสำคัญของมาตรานี้ คือ สถานประกอบการไม่ว่าเป็นรัฐหรือเอกชนที่มีคนงาน พนักงาน ข้าราชการ ตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องจ้างคนพิการ 1 คนเข้าทำงาน หากไม่จ้างงานต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด หรือในกรณีที่ไม่จ้างงานต้องส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำตามแนวทางมาตรา 35 ซึ่งมีทั้งหมด 7 แนวทาง ณ ปัจจุบันนี้สถานการณ์การจ้างงานจากปี 2550 มาจนถึงปี พ.ศ. 2567 ประมาณ 17 ปี ซึ่งกฎหมายส่งผลให้เกิดการจ้างงานกับคนพิการในรูปแบบของมาตรา 35 มากที่สุด ส่วนรูปแบบของมาตรา 33 ต้องบอกว่ายังมีน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนมาตรา 35 ซึ่งในส่วนของมาตรา 35 มีทั้งหมด 7 แนวทาง 1) เรื่องของการให้พื้นที่ในการจําหน่ายสินค้า 2) ให้สัมปทาน 3) เหมาช่วงบริการ 4) ล่ามภาษามือ 5) ปรับปรุงสภาพแวดล้อม 6) เรื่องของการฝึกงาน ฝึกอาชีพ 7) ความช่วยเหลืออื่นใด ทั้งหมด 7 แนวทาง ซึ่งมีตัวเลือกให้กับสถานประกอบการ และในส่วนของคนพิการที่สนใจทำงานได้ มีแนวทางที่เหมาะกับสถานประกอบการ คนพิการหลายท่านอาจสงสัยว่า ทําไมแนวทางตามมาตรา 35 การจ้างงานคนพิการเข้าทำงานตามสถานประกอบการอาจจะไม่เหมาะ เพราะในบางอุตสาหกรรมหรือว่าบางลักษณะงานไม่มีความปลอดภัยสำหรับคนพิการซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
แนวทางตามมาตรา 35 เป็นทางเลือกให้สถานประกอบการได้เลือกที่จะสนับสนุนการมีงานทำของคนพิการ ณ ปัจจุบันนี้คนตาบอดที่เข้าทำงานตามแนวทางตามมาตรา 35 มีจำนวนมาก เหมือนว่าสถานประกอบการค่อนข้างชื่นชอบกับการจ้างงานตามแนวทางมาตรา 35 คือการที่เรียกว่า การเหมาช่วงบริการ โดยสถานประกอบการเลือกที่จะเหมาช่วงบริการจ้างคนตาบอดไปนวดในสถานประกอบการให้กับพนักงานที่อยู่ในบริษัท/สถานประกอบการ เพื่อเป็นสวัสดิการในการดูแลสุขภาพ การผ่อนคลายให้กับพนักงาน เป็นบริการที่สถานประกอบการเลือกใช้มาตรา 35 คือเหมาช่วงบริการนวดของคนตาบอด และคนตาบอดยังถูกจ้างในส่วนของแนวทางการจ้างงานเชิงสังคม คือ จ้างงานคนตาบอดไปช่วยเหลือสังคม โดยการเข้าไปพัฒนาคนตาบอดในพื้นที่ห่างไกล อย่างนี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ทางสถานประกอบการเลือกใช้
สำหรับมาตรา 33 มีการจ้างงานแต่น้อย ส่วนใหญ่การจ้างงานมาตรา 33 เป็นลักษณะงานของสถานประกอบการอยู่แล้ว อาทิเช่น คนตาบอดทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ของค่ายโทรศัพท์มือถือ ธนาคาร หรือบริษัทประกันภัย ส่วนใหญ่การจ้างงานมาตรา 33 ส่งคนตาบอดไปทำงานในตำแหน่งพนักงานคอลเซ็นเตอร์ ได้รับการยอมรับว่าคนตาบอดสามารถทำงานคอลเซ็นเตอร์ได้ดี
ในส่วนของมาตรา 33 และ 35 หน่วยงานภาคเอกชน/บริษัท/สถานประกอบการ ประมาณ 95% ค่อนข้างให้ความสนใจการจ้างงานตามแนวทางนี้เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นด้วยเมื่อมีการทดลองจ้างงานแล้วปรากฏว่า เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงว่าส่งผลดีต่อบริษัท/สถานประกอบการทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ มีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรงหากสถานประกอบการหรือบริษัทไม่ปฏิบัติตาม แต่ส่วนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ คือ หน่วยงานภาครัฐที่ต้องจ้างงานคนพิการ เพราะจริงๆ ใน พรบ. ฉบับนี้ไม่ได้บังคับเฉพาะภาคเอกชนแต่ครอบคลุมภาครัฐด้วย แต่ความร่วมมือหรือว่าผลตอบรับในส่วนของภาครัฐค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับภาคเอกชน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่า บทลงโทษของพรบ. ไม่ครอบคลุมไปถึงภาครัฐ ทำให้ภาครัฐบางกระทรวง ทบวง กรม ไม่จ้างงานและไม่ให้ความสนใจที่จะปฏิบัติตามแนวทางมาตรา 33 หรือมาตรา 35
แนวทางตามมาตรา 35 เป็นทางเลือกให้สถานประกอบการได้เลือกที่จะสนับสนุนการมีงานทำของคนพิการ ณ ปัจจุบันนี้คนตาบอดที่เข้าทำงานตามแนวทางตามมาตรา 35 มีจำนวนมาก เหมือนว่าสถานประกอบการค่อนข้างชื่นชอบกับการจ้างงานตามแนวทางมาตรา 35 คือการที่เรียกว่า การเหมาช่วงบริการ โดยสถานประกอบการเลือกที่จะเหมาช่วงบริการจ้างคนตาบอดไปนวดในสถานประกอบการให้กับพนักงานที่อยู่ในบริษัท/สถานประกอบการ เพื่อเป็นสวัสดิการในการดูแลสุขภาพ การผ่อนคลายให้กับพนักงาน เป็นบริการที่สถานประกอบการเลือกใช้มาตรา 35 คือเหมาช่วงบริการนวดของคนตาบอด และคนตาบอดยังถูกจ้างในส่วนของแนวทางการจ้างงานเชิงสังคม คือ จ้างงานคนตาบอดไปช่วยเหลือสังคม โดยการเข้าไปพัฒนาคนตาบอดในพื้นที่ห่างไกล อย่างนี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ทางสถานประกอบการเลือกใช้
สำหรับมาตรา 33 มีการจ้างงานแต่น้อย ส่วนใหญ่การจ้างงานมาตรา 33 เป็นลักษณะงานของสถานประกอบการอยู่แล้ว อาทิเช่น คนตาบอดทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ของค่ายโทรศัพท์มือถือ ธนาคาร หรือบริษัทประกันภัย ส่วนใหญ่การจ้างงานมาตรา 33 ส่งคนตาบอดไปทำงานในตำแหน่งพนักงานคอลเซ็นเตอร์ ได้รับการยอมรับว่าคนตาบอดสามารถทำงานคอลเซ็นเตอร์ได้ดี
ในส่วนของมาตรา 33 และ 35 หน่วยงานภาคเอกชน/บริษัท/สถานประกอบการ ประมาณ 95% ค่อนข้างให้ความสนใจการจ้างงานตามแนวทางนี้เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นด้วยเมื่อมีการทดลองจ้างงานแล้วปรากฏว่า เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงว่าส่งผลดีต่อบริษัท/สถานประกอบการทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ มีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรงหากสถานประกอบการหรือบริษัทไม่ปฏิบัติตาม แต่ส่วนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ คือ หน่วยงานภาครัฐที่ต้องจ้างงานคนพิการ เพราะจริงๆ ใน พรบ. ฉบับนี้ไม่ได้บังคับเฉพาะภาคเอกชนแต่ครอบคลุมภาครัฐด้วย แต่ความร่วมมือหรือว่าผลตอบรับในส่วนของภาครัฐค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับภาคเอกชน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่า บทลงโทษของพรบ. ไม่ครอบคลุมไปถึงภาครัฐ ทำให้ภาครัฐบางกระทรวง ทบวง กรม ไม่จ้างงานและไม่ให้ความสนใจที่จะปฏิบัติตามแนวทางมาตรา 33 หรือมาตรา 35


