การถูกล่วงละเมิดทางเพศของคนพิการ ตอนที่ 2
อาจารย์เทอดเกียรติ ฉายจรุง กล่าวว่า กฎหมายอาญามาตรา 397 คือกฎหมายอาญาระวางโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรานี้เป็นกฎหมายในความผิดการคุกคามทางเพศ และมาตรา 278 ฐานกระทำการรังแกข่มเหงคุกคามให้อับอายในที่สาธารณะหรือส่อในทางละเมิดทางเพศ ระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท เช่น ไปแซวไปใช้สายตาคุกคาม พูดจาคุกคาม เป็นต้น ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ควรถูกแขวนไว้หน้าโรงเรียนด้วย ต้องเขียนตัวใหญ่ๆ ว่า หากมีการคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่คุกคามรุ่นน้องหรือรุ่นน้องคุกคามรุ่นพี่ หรือ ครูคุกคามนักเรียนหรือนักเรียนคุกคามครู ฉะนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้ กฎหมายตัวนี้ควรประกาศตัวใหญ่ๆ ที่หน้าโรงเรียน หรือสถานที่ชุมชน
การรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้ ผู้ปกครองควรชัดเจนว่าเป็นลูกของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นกรรมใดใครก่อกรรมนั้นต้องเกิดขึ้น ตามกรรมที่ตัวเองทำ แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เหมือนกับว่าไม่เป็นไรหรอกคนพิการไม่รู้อะไร ไม่ยอมแจ้งความเพิกเฉยไป คือ ไม่ได้เห็นความสำคัญของคนพิการที่ถูกกระทำ หากถามกลับ ควรทำอย่างไร พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับลูกตัวเอง ไม่ใช่ใช้คำว่า ฟาดเคราะห์ แต่ควรช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางแก้ไข ช่วยกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้เด็กพิการที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ไม่เป็นผู้ถูกกระทำ เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา ถูกข่มขืนแล้วท้อง เด็กที่เกิดขึ้นต้องเป็นกลุ่มของเด็กสติปัญญาเหมือนเดิม คนที่ข่มขืนอยู่ข้างบ้านเหมือนเดิม จ่ายเงิน 1,000 – 5,000.- ก็จบไป สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเห็นเป็นเรื่องปกติ
หน่วยงานที่สามารถแจ้งเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นกับคนพิการได้ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) แต่จะมีสักกี่คนที่ไปร้องเรียน แทนที่จะไปกลุ่มองค์กรภาคประชาชน เช่น สายไหมต้องรอด กันจอมพลัง หรือต้องไปแจ้งความตำรวจไม่รับแจ้งความ และอยากให้หน่วยงานนี้ตั้งสายด่วนขึ้นมา คือ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ตั้งคอลเซ็นเตอร์ สายด่วนขึ้นมาเพื่อเป็นการร้องเรียนสำหรับกลุ่มคนพิการที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือล่วงละเมิดต่างๆ เป็นเรื่องงาน เรื่องการศึกษา และเรื่องต่างๆ เพราะว่า คนพิการจบวิทยาศาสตร์ จบทางกฎหมาย กับอีกเรื่องที่สมาคมคนพิการทำได้ และน่าทำมากที่สุด เป็นปากเป็นเสียงให้กับคนพิการที่ถูกละเมิด
บทลงโทษที่สมน้ำสมเนื้อในความคิดเห็นของอาจารย์ คือ เรื่องเหล่านี้มันถูกตีตามสำหรับคนที่โดนกระทำไปจนตาย ทั้งที่ควรจะมีบทลงโทษที่รุนแรง ไม่ใช่แค่บทลงโทษปรับหนึ่งแสน จําคุก 10 ปี ลดหย่อนโทษเหลือเพียง 2 – 3 ปี หรือรอลงอาญา ซึ่งสิ่งที่คนทำผิดทำลงไปมันได้สำเร็จแล้ว ผู้เสียหายถูกตีตราไปตลอดชีวิตแล้ว เด็กสติปัญญาที่คุณไปทำเขาหรือเขาต้องท้องไปแล้ว เด็กที่เกิดมาเป็นเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาอีก คนที่โดนข่มขืนถูกกระทำชำเราทั้งชีวิตกับสิ่งที่คุณบอกว่า “เดี๋ยวไอ้เรื่องเหล่านี้ไกล่เกลี่ยกันได้ บทลงโทษควรสมน้ำสมเนื้อ หรือบางคนข่มขืนแล้วฆ่าด้วย ฆ่าชีวิตเขาตายกฎหมายควรจะมีบทลงโทษที่สูงสุดช่วยสะท้อนความรุนแรงของความผิด ควรให้คุณค่าคนเท่าๆ กันต่อให้เป็นคนพิการหรือคนไม่พิการ ก็แล้วแต่ควรจะมีคุณค่าของมนุษย์ คุณค่าของคนเท่ากัน ไม่ได้คาดหวังว่า บทลงโทษของการละเมิดทางเพศคนพิการต้องมากกว่าคนทั่วไป ขอให้เท่ากัน ให้เหมาะสมเท่ากัน ไม่ใช่เห็นว่า เป็นคนพิการแล้วตัดตอนง่ายๆ ด้วยการจ่ายค่าปรับ ยอมความกันไป เมื่อผู้ปกครองต้องเจอกับอิทธิพล ส่วนใหญ่จบด้วยการยอมความ เสียเงินให้ค่าทำขวัญ แต่ชีวิตคนๆ หนึ่งโดนกระทำไปแล้ว จะเอาเรื่องหน้าตา มีหน้ามีตาในสังคมแล้วกระทำความผิด ไม่มีจิตสำนึกอย่างนี้หรือ แต่ความผิดของคุณมันสำเร็จไปแล้ว
อาจารย์เทอดเกียรติ ฉายจรุง ฝากทิ้งท้ายว่า “อยากให้ทุกคนพึงระลึกเอาไว้เสมอว่า ทุกชีวิตมีความสำคัญ มีคุณค่าเท่าๆ กันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง เด็ก หรือเป็นคนพิการ ผมว่าพวกเรามาช่วยกัน ผลักดัน ยุติความรุนแรงที่มันเกิดขึ้น ในกลุ่มกลุ่มคนเหล่านี้ กลุ่มเปราะบาง เพื่อนําไปสู่เรื่องของการช่วยกันคิดช่วยกันปรับปรุงแก้ไขนโยบายต่างๆ ที่ไม่ทันสมัย ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ เราช่วยกันทำให้สังคมภัยสังคมบ้านเรา เกิดความตระหนักกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับเด็ก ผู้หญิง คนพิการทุกๆ คน ทั้งในชีวิตเรา คนในครอบครัวของเรา และคนในสังคม”
การรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้ ผู้ปกครองควรชัดเจนว่าเป็นลูกของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นกรรมใดใครก่อกรรมนั้นต้องเกิดขึ้น ตามกรรมที่ตัวเองทำ แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เหมือนกับว่าไม่เป็นไรหรอกคนพิการไม่รู้อะไร ไม่ยอมแจ้งความเพิกเฉยไป คือ ไม่ได้เห็นความสำคัญของคนพิการที่ถูกกระทำ หากถามกลับ ควรทำอย่างไร พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับลูกตัวเอง ไม่ใช่ใช้คำว่า ฟาดเคราะห์ แต่ควรช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางแก้ไข ช่วยกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้เด็กพิการที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ไม่เป็นผู้ถูกกระทำ เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา ถูกข่มขืนแล้วท้อง เด็กที่เกิดขึ้นต้องเป็นกลุ่มของเด็กสติปัญญาเหมือนเดิม คนที่ข่มขืนอยู่ข้างบ้านเหมือนเดิม จ่ายเงิน 1,000 – 5,000.- ก็จบไป สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเห็นเป็นเรื่องปกติ
หน่วยงานที่สามารถแจ้งเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นกับคนพิการได้ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) แต่จะมีสักกี่คนที่ไปร้องเรียน แทนที่จะไปกลุ่มองค์กรภาคประชาชน เช่น สายไหมต้องรอด กันจอมพลัง หรือต้องไปแจ้งความตำรวจไม่รับแจ้งความ และอยากให้หน่วยงานนี้ตั้งสายด่วนขึ้นมา คือ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ตั้งคอลเซ็นเตอร์ สายด่วนขึ้นมาเพื่อเป็นการร้องเรียนสำหรับกลุ่มคนพิการที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือล่วงละเมิดต่างๆ เป็นเรื่องงาน เรื่องการศึกษา และเรื่องต่างๆ เพราะว่า คนพิการจบวิทยาศาสตร์ จบทางกฎหมาย กับอีกเรื่องที่สมาคมคนพิการทำได้ และน่าทำมากที่สุด เป็นปากเป็นเสียงให้กับคนพิการที่ถูกละเมิด
บทลงโทษที่สมน้ำสมเนื้อในความคิดเห็นของอาจารย์ คือ เรื่องเหล่านี้มันถูกตีตามสำหรับคนที่โดนกระทำไปจนตาย ทั้งที่ควรจะมีบทลงโทษที่รุนแรง ไม่ใช่แค่บทลงโทษปรับหนึ่งแสน จําคุก 10 ปี ลดหย่อนโทษเหลือเพียง 2 – 3 ปี หรือรอลงอาญา ซึ่งสิ่งที่คนทำผิดทำลงไปมันได้สำเร็จแล้ว ผู้เสียหายถูกตีตราไปตลอดชีวิตแล้ว เด็กสติปัญญาที่คุณไปทำเขาหรือเขาต้องท้องไปแล้ว เด็กที่เกิดมาเป็นเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาอีก คนที่โดนข่มขืนถูกกระทำชำเราทั้งชีวิตกับสิ่งที่คุณบอกว่า “เดี๋ยวไอ้เรื่องเหล่านี้ไกล่เกลี่ยกันได้ บทลงโทษควรสมน้ำสมเนื้อ หรือบางคนข่มขืนแล้วฆ่าด้วย ฆ่าชีวิตเขาตายกฎหมายควรจะมีบทลงโทษที่สูงสุดช่วยสะท้อนความรุนแรงของความผิด ควรให้คุณค่าคนเท่าๆ กันต่อให้เป็นคนพิการหรือคนไม่พิการ ก็แล้วแต่ควรจะมีคุณค่าของมนุษย์ คุณค่าของคนเท่ากัน ไม่ได้คาดหวังว่า บทลงโทษของการละเมิดทางเพศคนพิการต้องมากกว่าคนทั่วไป ขอให้เท่ากัน ให้เหมาะสมเท่ากัน ไม่ใช่เห็นว่า เป็นคนพิการแล้วตัดตอนง่ายๆ ด้วยการจ่ายค่าปรับ ยอมความกันไป เมื่อผู้ปกครองต้องเจอกับอิทธิพล ส่วนใหญ่จบด้วยการยอมความ เสียเงินให้ค่าทำขวัญ แต่ชีวิตคนๆ หนึ่งโดนกระทำไปแล้ว จะเอาเรื่องหน้าตา มีหน้ามีตาในสังคมแล้วกระทำความผิด ไม่มีจิตสำนึกอย่างนี้หรือ แต่ความผิดของคุณมันสำเร็จไปแล้ว
อาจารย์เทอดเกียรติ ฉายจรุง ฝากทิ้งท้ายว่า “อยากให้ทุกคนพึงระลึกเอาไว้เสมอว่า ทุกชีวิตมีความสำคัญ มีคุณค่าเท่าๆ กันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง เด็ก หรือเป็นคนพิการ ผมว่าพวกเรามาช่วยกัน ผลักดัน ยุติความรุนแรงที่มันเกิดขึ้น ในกลุ่มกลุ่มคนเหล่านี้ กลุ่มเปราะบาง เพื่อนําไปสู่เรื่องของการช่วยกันคิดช่วยกันปรับปรุงแก้ไขนโยบายต่างๆ ที่ไม่ทันสมัย ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ เราช่วยกันทำให้สังคมภัยสังคมบ้านเรา เกิดความตระหนักกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับเด็ก ผู้หญิง คนพิการทุกๆ คน ทั้งในชีวิตเรา คนในครอบครัวของเรา และคนในสังคม”


