คนตาบอดกับการเป็นนักเขียน
โลกของฉันมืดยิ่งกว่าหลับตาสนิทแต่ดวงจิตฉันสว่างกระจ่างอยู่ และทุกวันฉันใช้หัวใจดูยังคงสู้และพร้อมไม่ยอมแพ้ ชื่อ นางสาวหทัยรัตน์ จตุรวัฒนา ชื่อเล่น ลูกหมู เป็นคนพิการทางสายตา ตาบอดสนิททั้งสองข้าง จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง โปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ดิฉันคลอดตอน 7 เดือน ตาข้างซ้ายของดิฉันบอดสนิท เนื่องจากเข้าตู้อบของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ส่วนตาขวายังคงมองเห็น สามารถวิ่งเล่น สามารถเรียนหนังสือได้ตามปกติ จากวันนั้นจนถึงอายุ 14 ปี อยู่ๆ ตาข้างขวาที่เคยมองเห็นปกติ เคยใช้ดูโทรทัศน์ ใช้อ่านหนังสือ ตอนกลางคืนเราหลับไป ตื่นเช้ามาเรามองไม่เห็นแล้ว มันมืดไปหมดเลยจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้จักบทกวี มีช่วงวันที่ลูกหมูตาบอดแรกๆ ลูกหมูไปโรงเรียนตามปกติ ช่วงพักกลางวันเพื่อนๆ ในกลุ่ม เขาก็ไปเล่นกันที่สนามเด็กเล่นแต่ว่า เขาคิดว่าลูกหมูอาจจะไม่สะดวกเพราะว่า ตาบอดไม่สะดวกที่ลงไปเล่นกับเพื่อน เขาเลยพาลูกหมูไปนั่งหน้าระเบียงห้องวิชาภาษาไทย ซึ่งเรารู้สึกว่า อ้าว ทําไมถึงมาปล่อยเราไว้ตรงนี้คนเดียว เราก็รู้สึกเศร้าๆ แล้วเราก็ได้ยินเสียงรองเท้าคู่หนึ่งเดินมาหาเรา ต่อมาทราบว่าเป็นอาจารย์วรัญญา เอี่ยมสําอางค์ ท่านเดินเข้ามาหาแล้วบอกกับลูกหมูว่า “อ่านหนังสือกันมั้ย” ขณะที่อาจารย์อ่านบทกวี ลูกหมูกลับมองเห็นภาพตามในสิ่งที่อาจารย์อ่านให้ฟัง ทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย ทําไมเราสัมผัสกับสิ่งนี้ได้ด้วยภาพในใจ ทําให้ลูกหมูรู้สึกว่าถึงแม้ลูกหมูจะตาบอดไปแล้ว แต่บทกวีนี้กลับทําให้เราได้กลับมามองเห็นอีกครั้ง สมมุติว่าเรามองว่าบทกวีเป็นตัวอักษรบนกระดาษ เราก็อาจจะมองว่าบทกวีเป็นหนังสือสักเล่มหนึ่ง แต่สําหรับลูกหมูกลับมองว่าบทกวีคือ ความลึกซึ้ง ความกว้างไกล และความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ดังนั้น ทุกครั้งที่ลูกหมูได้อ่านหรือได้เขียนบทกวี จะรู้สึกมีความสุข มีความหวัง ประโยคที่ว่า ชีวิตก็เหมือนบทกวี บทกวี คือ การที่เรานําคําน้อยๆ มาอธิบาย ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของเราเองแล้วส่งมันไปเป็นพลังให้กับผู้คน ลูกหมูเองก็เป็นคนหนึ่งที่เขียนบทกวีเพื่อที่จะถ่ายทอดเป็นพลังไปสู่ผู้คนไปและสังคมต่อไป
จุดเริ่มต้นของการสนใจด้านกวีจริงๆ จังๆ เริ่มต้นจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ลูกหมูได้เข้าค่ายชื่อว่า ค่ายยุวกวีศรีสิน อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านเป็นวิทยากรมาบรรยายปิดค่ายซึ่งลูกหมูเองก็ฟังท่านอ่านบทกวี แล้วเรารู้สึกว่า ดื่มด่ำล้ำลึกมากๆ ในความรู้สึกของเราเหมือนกับว่า ครูท่านเหมือนเทวดาที่สามารถบันดาลภาพต่างๆ ที่ครูอ่านบทกวีให้เกิดขึ้นในใจเราได้ ทำให้รู้สึกว่า อยากเข้าไปกราบขอคําแนะนําจากครูจัง ท่านอาจารย์ท่านเมตตาให้คําตอบว่า ทุกๆ คนสามารถที่จะเขียนกลอนได้แต่ต้องทำตามเงื่อนไขหนึ่งข้อ ซึ่งลูกหมูถามไปด้วยความอยากรู้ว่า เงื่อนไขที่อาจารย์บอกคืออะไร อาจารย์บอกว่า “ขอแค่เพียงเขียนกลอนทุกวันอย่างน้อยวันละหนึ่งบทก็เป็นจุดเริ่มต้น”
เส้นทางกวีของลูกหมูในช่วงหนึ่งที่ลูกหมูเขียนกลอนส่งให้ครูเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านแนะนําและบอกกับลูกหมูว่า อยากให้ไปอ่านหนังสือเพิ่มเติม จุดเริ่มต้นเริ่มจากสิ่งนี้ แต่ความยากของลูกหมูคือลูกหมูเป็นคนตาบอดที่อ่านหนังสือที่เห็นหนังสือเป็นเล่มๆ ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดว่าเราจะทําอย่างไร วิธีการที่ลูกหมูใช้ ณ ปัจจุบัน คือเราจะเปิดหนังสือหนึ่งเล่ม โดยเปิดทีละหน้า จากนั้นถ่ายรูปแต่ละหน้าแล้วเอามาสแกนเป็นตัวอักษรในโทรศัพท์ ลูกหมูถึงจะสามารถอ่านหนังสืออย่างที่คนทั่วๆ ไปได้ ลูกหมูใช้วิธีนี้
ข้อความในรูปนี้คือ “หนึ่งข้าวสารบุญให้นางทั้ง 7 เรื่องมาถึงกล่าวบวชไป เสวยราชสมบัติ สวัสดีอันอุ้มเอกอัครราช” ลูกหมูพยายามอ่านหนังสือตามที่ครูแนะนําแล้วก็ลองเลือกอ่านหนังสือกวีนิพนธ์ร่วมสมัย กวีนิพนธ์โบราณเพิ่มเติม เพื่อที่จะเรียนรู้วิธีคิด วิธีการของกวีแต่ละท่านเพื่อนํามาต่อยอดหรือว่าประยุกต์ใช้อย่างไร ครูเนาวรัตน์บอกกับลูกหมูเสมอว่า บทกวี คือ เพชรพลอยของถ้อยคําที่เจียระไนมาจากผลึกของความคิด ดังนั้นลูกหมูมองไม่เห็น ลูกหมูยังมีความรู้สึกนึกคิดซึ่งลูกหมูจะนํา 3 สิ่งนี้ มากลั่นกรองไม่ใช่เขียนเป็นบทกวีได้แล้ว นอกจากความรู้สึกนึกคิดของลูกหมูภายในตัวเองแล้ว ลูกหมูยังมีประสาทสัมผัสที่เหลือคือ การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรสหรือแม้แต่การสัมผัสทั้งกายและทางใจสิ่งนี้สำคัญกว่าสายตาที่ลูกหมูมองไม่เห็นมากมาย คือสําหรับลูกหมูที่มองไม่เห็นอาจจะอ่านหนังสือได้ยากกว่าคนทั่วๆ ไป เวลาเขียนบทกวีอาจจะไม่รู้ว่า ตอนนี้ขนาดตัวอักษรมันเท่าไหร่ จัดหน้าได้อย่างไร แต่ลูกหมูกลับมองว่า ความยากลําบากกว่าคนอื่นเหล่านั้นกลับเป็นความท้าทายที่จะให้เราหาวิธีการในการแก้ปัญหา แล้วเอาชนะมันให้ได้อยู่ตลอดเวลา ความประทับใจของลูกหมูมีหลายเหตุการณ์ แต่ที่จำได้และจำขึ้นใจเลยคือ วันที่ลูกหมูได้รับรางวัลพระราชทานเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ซึ่งวันนั้นลูกหมูสัมผัสได้จริงๆ ว่า ครูมีความสุข ที่สํานักพิมพ์หรือเพื่อนๆ นักกวี นักเขียนเหมือนทุกคนมีรอยยิ้มแล้วภูมิใจไปกับสิ่งที่ลูกหมูได้ทํา ฉะนั้นทําให้ลูกหมูรู้สึกว่า สิ่งที่เราทํามาจนถึงวันนี้ ทําให้คนอื่นได้รับความสุขนั้นไปด้วย และที่มหัศจรรย์ที่สุดคือ ความสุขของทุกคนกลับเป็นแรงพลังกลับมาให้อยากฝึกเขียน เรียนรู้ แล้วสร้างสรรค์บทกวีต่อไป เพราะชีวิตคือความไม่สมบูรณ์ หากตาดูใจเราจะเศร้าหมองจนหมั่นเติมแรง หวังให้รังรองอย่าก้าวข้ามความขาดพร่องใจต้องเต็มจากบทกวีนี้
ลูกหมูมีความคิดว่า ชีวิตคนเราทุกคนเป็นชีวิตที่มี 360 องศา อย่างลูกหมูคือ เป็นคนตาบอดก็ขาดพร่องไปหนึ่งองศาแต่เรายังมีเหลืออีกตั้ง 359 องศา ถ้าสมมุติว่า เราไปโฟกัสหนึ่งองศาที่เราเสียไป ชีวิตเราก็จะจมอยู่กับความทุกข์ แต่ถ้าสมมติว่าเรามอง 359 องศาที่เหลือ แล้วพัฒนามันให้เต็มศักยภาพ ชีวิตเราก็จะมีความสุขได้แน่นอน
จุดเริ่มต้นของการสนใจด้านกวีจริงๆ จังๆ เริ่มต้นจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ลูกหมูได้เข้าค่ายชื่อว่า ค่ายยุวกวีศรีสิน อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านเป็นวิทยากรมาบรรยายปิดค่ายซึ่งลูกหมูเองก็ฟังท่านอ่านบทกวี แล้วเรารู้สึกว่า ดื่มด่ำล้ำลึกมากๆ ในความรู้สึกของเราเหมือนกับว่า ครูท่านเหมือนเทวดาที่สามารถบันดาลภาพต่างๆ ที่ครูอ่านบทกวีให้เกิดขึ้นในใจเราได้ ทำให้รู้สึกว่า อยากเข้าไปกราบขอคําแนะนําจากครูจัง ท่านอาจารย์ท่านเมตตาให้คําตอบว่า ทุกๆ คนสามารถที่จะเขียนกลอนได้แต่ต้องทำตามเงื่อนไขหนึ่งข้อ ซึ่งลูกหมูถามไปด้วยความอยากรู้ว่า เงื่อนไขที่อาจารย์บอกคืออะไร อาจารย์บอกว่า “ขอแค่เพียงเขียนกลอนทุกวันอย่างน้อยวันละหนึ่งบทก็เป็นจุดเริ่มต้น”
เส้นทางกวีของลูกหมูในช่วงหนึ่งที่ลูกหมูเขียนกลอนส่งให้ครูเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านแนะนําและบอกกับลูกหมูว่า อยากให้ไปอ่านหนังสือเพิ่มเติม จุดเริ่มต้นเริ่มจากสิ่งนี้ แต่ความยากของลูกหมูคือลูกหมูเป็นคนตาบอดที่อ่านหนังสือที่เห็นหนังสือเป็นเล่มๆ ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดว่าเราจะทําอย่างไร วิธีการที่ลูกหมูใช้ ณ ปัจจุบัน คือเราจะเปิดหนังสือหนึ่งเล่ม โดยเปิดทีละหน้า จากนั้นถ่ายรูปแต่ละหน้าแล้วเอามาสแกนเป็นตัวอักษรในโทรศัพท์ ลูกหมูถึงจะสามารถอ่านหนังสืออย่างที่คนทั่วๆ ไปได้ ลูกหมูใช้วิธีนี้
ข้อความในรูปนี้คือ “หนึ่งข้าวสารบุญให้นางทั้ง 7 เรื่องมาถึงกล่าวบวชไป เสวยราชสมบัติ สวัสดีอันอุ้มเอกอัครราช” ลูกหมูพยายามอ่านหนังสือตามที่ครูแนะนําแล้วก็ลองเลือกอ่านหนังสือกวีนิพนธ์ร่วมสมัย กวีนิพนธ์โบราณเพิ่มเติม เพื่อที่จะเรียนรู้วิธีคิด วิธีการของกวีแต่ละท่านเพื่อนํามาต่อยอดหรือว่าประยุกต์ใช้อย่างไร ครูเนาวรัตน์บอกกับลูกหมูเสมอว่า บทกวี คือ เพชรพลอยของถ้อยคําที่เจียระไนมาจากผลึกของความคิด ดังนั้นลูกหมูมองไม่เห็น ลูกหมูยังมีความรู้สึกนึกคิดซึ่งลูกหมูจะนํา 3 สิ่งนี้ มากลั่นกรองไม่ใช่เขียนเป็นบทกวีได้แล้ว นอกจากความรู้สึกนึกคิดของลูกหมูภายในตัวเองแล้ว ลูกหมูยังมีประสาทสัมผัสที่เหลือคือ การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรสหรือแม้แต่การสัมผัสทั้งกายและทางใจสิ่งนี้สำคัญกว่าสายตาที่ลูกหมูมองไม่เห็นมากมาย คือสําหรับลูกหมูที่มองไม่เห็นอาจจะอ่านหนังสือได้ยากกว่าคนทั่วๆ ไป เวลาเขียนบทกวีอาจจะไม่รู้ว่า ตอนนี้ขนาดตัวอักษรมันเท่าไหร่ จัดหน้าได้อย่างไร แต่ลูกหมูกลับมองว่า ความยากลําบากกว่าคนอื่นเหล่านั้นกลับเป็นความท้าทายที่จะให้เราหาวิธีการในการแก้ปัญหา แล้วเอาชนะมันให้ได้อยู่ตลอดเวลา ความประทับใจของลูกหมูมีหลายเหตุการณ์ แต่ที่จำได้และจำขึ้นใจเลยคือ วันที่ลูกหมูได้รับรางวัลพระราชทานเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ซึ่งวันนั้นลูกหมูสัมผัสได้จริงๆ ว่า ครูมีความสุข ที่สํานักพิมพ์หรือเพื่อนๆ นักกวี นักเขียนเหมือนทุกคนมีรอยยิ้มแล้วภูมิใจไปกับสิ่งที่ลูกหมูได้ทํา ฉะนั้นทําให้ลูกหมูรู้สึกว่า สิ่งที่เราทํามาจนถึงวันนี้ ทําให้คนอื่นได้รับความสุขนั้นไปด้วย และที่มหัศจรรย์ที่สุดคือ ความสุขของทุกคนกลับเป็นแรงพลังกลับมาให้อยากฝึกเขียน เรียนรู้ แล้วสร้างสรรค์บทกวีต่อไป เพราะชีวิตคือความไม่สมบูรณ์ หากตาดูใจเราจะเศร้าหมองจนหมั่นเติมแรง หวังให้รังรองอย่าก้าวข้ามความขาดพร่องใจต้องเต็มจากบทกวีนี้
ลูกหมูมีความคิดว่า ชีวิตคนเราทุกคนเป็นชีวิตที่มี 360 องศา อย่างลูกหมูคือ เป็นคนตาบอดก็ขาดพร่องไปหนึ่งองศาแต่เรายังมีเหลืออีกตั้ง 359 องศา ถ้าสมมุติว่า เราไปโฟกัสหนึ่งองศาที่เราเสียไป ชีวิตเราก็จะจมอยู่กับความทุกข์ แต่ถ้าสมมติว่าเรามอง 359 องศาที่เหลือ แล้วพัฒนามันให้เต็มศักยภาพ ชีวิตเราก็จะมีความสุขได้แน่นอน


