ขณะนี้คุณอยู่ที่ ›

“การจ้างงานคนพิการ ตอนที่ 2”

บทสัมภาษณ์ : นายสุบิน แบขุนทด อุปนายก สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
         นายสุบิน แบขุนทด กล่าวว่า แนวทางการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในการหาแนวทาง/การกำหนดในส่วนของภาครัฐที่ต้องเปิดกว้างในการรับคนพิการเข้าไปทำงานมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่องทางในการจ้างงานคนพิการพยายามที่จะนําเรื่องของความมั่นคงทางการประกอบอาชีพ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เข้ามารวมอยู่ในตัวกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ลักษณะการจ้างงานส่วนใหญ่เป็นสัญญาจ้างปีต่อปี คือคนพิการไม่มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ไม่มีการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เรื่องเงินเดือนตรงนี้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวของคนพิการ ผู้ที่เกี่ยวข้องมองว่าในส่วนของตัวบทกฎหมายในส่วนของพรบ. ต้องมีการครอบคลุมในเรื่องของภาครัฐที่จะต้องจ้างงานต้องจ้างคนพิการให้ได้ ส่วนความมั่นคงความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของคนพิการต้องมีบัญญัติไว้ในกฎหมาย ในส่วนลักษณะการหาแนวทางให้สถานประกอบการได้เข้าใจถึงลักษณะหรือศักยภาพของคนพิการมากยิ่งขึ้นเพื่อให้คนพิการสามารถทำงานอยู่ในบริษัท และบริษัทเต็มใจที่จะรับคนพิการเข้าไปทำงานมากกว่าที่ต้องถูกกฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว
          ในส่วนมาตรา 34 สถานการณ์ของการจ่ายเงินเข้ากองทุนมีอัตราส่วนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เท่ากับในช่วงแรกๆ การจ่ายเงินเข้ากองทุนลดคือ คนพิการได้มีงานทำมากขึ้น ในส่วนของสถานประกอบการที่จะต้องจ้างงานคนพิการ ตอนช่วงแรกยังไม่เข้าใจ มีลักษณะของความยุ่งยาก จ่ายเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 ดีกว่า ประมาณ 70 - 80% จ่ายเงินเข้ากองทุนเยอะมาก แต่เมื่อมีการประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องรวมถึงในส่วนขององค์กรคนพิการที่มีการทำงานเชิงรุก ทำให้อัตราส่วนตรงนี้กลับกัน ณ ปัจจุบันอัตราส่วนในการจ้างงานคนพิการไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือ 35 มีอัตราส่วนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ตามมาตรา 34 ปัจจุบันนี้การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ตามมาตรา 34 มีจำนวนเงินที่ลดลงเกือบทุกปี
          สถานการณ์การจ้างงานของคนพิการในปัจจุบันมีปัญหา/อุปสรรค คือเรื่องของการจ้างงานตามแนวทางมาตรา 33 หรือ 35 ให้โรงงานหรือสถานประกอบการที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ สามารถรวมจำนวนพนักงานได้แล้วจ้างงานในจุดเดียวได้ ปัญหาที่เจอคือการจ้างงานคนพิการหรือคนตาบอดในต่างจังหวัดมีตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่การจ้างงานกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80 - 90% ซึ่งตรงนี้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้น คนตาบอดที่อยากทำงานตามแนวทางนี้ต้องเดินทางมาทำงานที่กรุงเทพฯ หรือ ปริมณฑลเป็นหลัก ในส่วนนี้ก่อให้เกิดเป็นปัญหาเป็นอย่างมากเพราะว่า กลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์เป็นกลุ่มคนตาบอดที่ยอมเดินทางเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานครหรือปริมณฑล หรือถ้าใครไม่ยอมเดินทางมาพักอาศัยต้องเดินทางไป – กลับ เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ปัญหานี้เป็นภาระหนัก ซึ่งเงินเดือนที่คนพิการได้รับต่อเดือน ประมาณ 9,000.- ถึง 10,000.-  บาท ส่วนการคำนวณการจ่ายเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปัจจุบันคิดตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำของประเทศ คูณจำนวนคนพิการที่สถานประกอบการต้องจ้างงาน คูณด้วยจำนวนวัน 365 วัน   
          นายสุบิน แบขุนทด ฝากทิ้งท้ายว่า “ถ้าเป็นในส่วนของภาคเอกชน อยากให้ภาคเอกชนมองไปที่ศักยภาพจริงๆ ของคนพิการจริงๆ ว่าคนพิการสามารถเข้ามาทำงานในส่วนใดส่วนหนึ่งของสถานประกอบการ เข้ามาสนับสนุนการทำงานในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งของสถานประกอบการเป็นลำดับแรก ถ้ามีอยากให้จ้างเข้ามา แล้วพยายามสร้างความมั่นคง ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเหมือนกับคนทั่วไป แต่ถ้าลักษณะงานของสถานประกอบการนั้นไม่เหมาะอยากให้พิจารณาในการจ้างงานตาม 7 แนวทางของมาตรา 35 ว่าท่านสะดวกถือว่าคนพิการพร้อมที่จะไปในแนวทางใด ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐอยากให้หน่วยงานภาครัฐ ดูหน่วยงานภาคเอกชนเป็นตัวอย่าง พรบ. นี้เกิดมาจากหน่วยงานภาครัฐประกาศใช้ด้วย ฉะนั้นอยากให้หน่วยงานภาครัฐในฐานะที่ต้องบอกว่าเป็นเจ้าภาพดำเนินการเป็นตัวอย่างให้ภาคเอกชน อย่าให้ภาคเอกชนรู้สึกว่า “เอ๊ะ ! บังคับให้เค้าทำแต่ภาครัฐกลับไม่ทำ” เพราะฉะนั้นอยากให้ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ในการจ้างงานคนพิการตามแนวทางที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ในส่วนของคนพิการอยากให้คนพิการพัฒนาตนเองให้เหมาะกับงาน ในกรณีที่ท่านได้รับโอกาส ไม่ว่าจะเป็นแนวทางมาตรา 33 หรือ 35 อยากให้ทำงานด้วยความตั้งใจแล้วพัฒนาตัวเอง ไม่ให้สถานประกอบการรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าที่จ้างงานคนพิการ เพราะฉะนั้นฝากทั้ง 3 ส่วนไว้ด้วย”

... สามารถติดตามรับฟังรายการรวมใจเป็นหนึ่ง ได้ทางสถานีวิทยุศึกษา FM 92 MHz หรือ www.moeradiothai.net รายการรวมใจเป็นหนึ่ง ออกอากาศทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 11.30 - 12.00 น. ทางสถานีวิทยุศึกษา FM 92 MHz

ภาพประกอบรายการวิทยุรวมใจเป็นหนึ่ง

แบบประเมินคุณภาพสื่อ สสพ.

คุณพอใจกับคุณภาพสื่อข้างต้นมากน้อยเพียงใด
  • พอใจมาก0
  • พอใจ0
  • ปานกลาง0
  • ไม่พอใจ0
  • ไม่พอใจมาก0
^ กลับสู่เนื้อหาหลัก